|
ข้อคิดจากการบรรยายเรื่อง “คิดและใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุข” |
|
|
|
|
เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2553 ในช่วงบ่าย ศูนย์การเรียนไทย หรือกศน. ได้เชิญวิทยากรจากคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาบรรยายและให้คำแนะนำเรื่อง “คิดและใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุขในเบลเยียม” แก่ผู้สนใจทั่วไป ณ ร้านอาหาร Sombat Thai Cuisine เมืองอันตเวอร์ป
เจ้าหน้าที่กงสุลของสถานทูตได้ไปร่วมรับฟังและร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบรรยายดังกล่าว เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่คนทั่วไป จึงได้ขออนุญาต รศ. ดร. เพ็ญพิไล ฤทธาคณานนท์ และรศ. ศิรางค์ ทับสายทอง ผู้บรรยายนำข้อคิดที่ได้รับฟังมาจากการบรรยายของคณะอาจารย์เล่าสู่กันฟัง ดังนี้
1. เมื่อเริ่มการบรรยาย วิทยากรบอกว่า ต้องขอเปลี่ยนชื่อหัวข้อการบรรยาย โดยตัดคำว่า”ในเบลเยียม” ออก เพราะไม่ว่าอยู่ที่ไหน ทุกคนก็สามารถคิดและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ หัวข้อการบรรยายในวันนั้น จึงแก้เป็น “คิดและใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุข” ความสุขไม่ได้อยู่ที่ฐานะว่าร่ำรวย พอกิน หรือยากจน ไม่ได้อยู่ที่รูปร่างหน้าตา คนรวย หน้าตาดี แต่ไม่มีความสุขเลยก็มีอยู่เยอะ คนจนมาก ๆ หาเช้ากินค่ำอยู่ในสลัม แต่บอกว่าตัวเองไม่มีความทุกข์อะไร และก็อยู่ได้สบายดีก็มีอยู่เหมือนกัน ถ้ามีความทุกข์ก็ให้เชื่อมั่นว่า ไม่มีอะไรจะอยู่กับเราตลอดไป แม้แต่ความทุกข์ก็มี
วันหมดสิ้นไปได้
2. มีผู้เข้าร่วมประมาณ 40 คน ทั้งไทยและฝรั่ง (คู่สมรสของคนไทย) คณะวิทยากรขอให้ทุกคนร่วมเล่นเกมส์ “ตามล่าหาฝาแฝด” โดยนำคำถามที่ตั้งไว้ 20 ข้อ เช่น ชอบสัตว์อะไร ไม่ชอบสัตว์อะไร ชอบผลไม้อะไร และให้ทุกคนตอบคำถามทุกข้อก่อน ตัวผมเองตอบว่า ชอบสุนัข เกลียดงู ชอบทานกระท้อน หลังจากนั้น ให้ทุกคนไปถามคนอื่นๆ ในห้องว่าชอบไม่ชอบเหมือนตัวเราหรือไม่ภายในเวลาที่กำหนด ถ้าเจอคนตอบคำถามเหมือนกันกับเรา ก็ให้จดชื่อและขอลายเซ็นไว้ แต่มีเงื่อนไขว่าชื่อและลายเซ็นต้องไม่ซ้ำกัน ใช้ได้แค่หนึ่งครั้ง
เกมส์นี้เป็นการสมมติว่า คนที่ชอบอะไรเหมือนเรา หรือไม่ชอบอะไรเหมือนเราเป็นเสมือนฝาแฝดของเรา เมื่อครบเวลาที่กำหนด ก็มาดูกันว่าใครเจอฝาแฝดเยอะที่สุด เมื่อตรวจสอบดูมีแค่ 1 คนใน 40 คน เจอฝาแฝดสูงสุดคือ 13 คน บางคนเจอแค่ 2-3 คน (จากจำนวนคนทั้งหมด 40 คนก็มี)
สรุปง่าย ๆ โดยไม่ต้องคิดให้ซีเรียสมากก็คือ ขอให้ทุกคนยอมรับและเข้าใจอย่างแจ่มชัดว่าคนเราทุกคนต่างแตกต่างกัน อย่าไปเที่ยวหาคนที่เหมือนเรามากนัก ใคร ๆ ก็มีเอกลักษณ์
มีความเฉพาะตัวของตัวเองกันทั้งนั้น
3. จากนั้น วิทยากรก็ได้ให้ทำแบบทดสอบเบื้องต้นต่างๆ อีก เพื่อทดลองถามตัวเองว่า เรารู้สึกว่าเรามีคุณค่าหรือไม่ เรานับถือตัวเราเองหรือไม่ เราเหงาหรือเปล่า เป็นต้น และก็บรรยายแนะนำวิธีคิด เคล็ดลับ (มีหนึ่งคนเสนอให้เรียกว่า “อาวุธลับ”) ในการคิดและใช้ชีวิตการบรรยายยาวกว่า 2 ชั่วโมง แต่ผมขอสรุปเฉพาะประเด็นที่ผมชอบเป็นพิเศษดังต่อไปนี้
3.1 คนที่จะมีความสุขได้ต้องกล้ายืนยันสิทธิของตน (assertive) โดยไม่เป็นการก้าวร้าว (คือต่างจาก aggressive) หรือละเมิดสิทธิคนอื่น การไม่ยืนยันสิทธิของตน แต่กลับทน หรือเก็บความอดทนไปเรื่อย ๆ น่าจะบั่นทอนความสุขของเรา
ขอให้ฝึกที่จะยืนยันสิทธิของตัวคุณโดยการสื่อสารด้วยความสุภาพ ไม่ใช่เริ่มจากการต่อว่าหรือด่าทอคนอื่น เช่นมีคนมาลัดคิว ก็บอกเขาไปทันทีว่า คุณก็ต่อคิวอยู่ หางคิวอยู่ข้างหลังฉัน (แต่ไม่ใช่เริ่มจากการต่อว่า เช่นไม่พูดว่า “หน้าไม่อาย มาแซงคิวได้ยังไง”) มีเพื่อนที่มักถือวิสาสะมาละเมิดความเป็นส่วนตัวของเรา เช่นมาหยิบของจากกระเป๋าเราไปใช้เอง ก็ต้องกล้าบอกว่า ฉันไม่ชอบให้ใครมาหยิบของในกระเป๋าฉัน อยากได้อะไร บอกฉันนะ เราเป็นเพื่อนกัน เดี๋ยวฉันจะหยิบให้
3.2 มีผู้ฟังตั้งคำถามว่า ทำไมดูเหมือนว่าคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศไม่ชอบสุงสิงกันมีหลายคนที่พยายามไม่พบไม่เจอคนไทยด้วยกัน วิทยากรตอบว่า สำหรับคำถามนี้ขอให้ช่วยกันถามช่วยกันวิเคราะห์เอง แต่ก็ได้บรรยายไว้ก่อนว่า ต้องรู้ว่าในความสัมพันธ์กันนั้น มีระดับของความเปิดเผยตนเองอยู่ อาจจำแนกเป็น 3 กลุ่ม คือ เป็นเพียงคนรู้จักกัน เจอกันก็ทักทาย พูดคุยกันได้ด้วยความเคารพสิทธิกันและกันแต่ไม่ควรเปิดเผยตัวตนของเรากับแค่คนรู้จักมากนัก เขาไม่ต้องรู้ว่า เราเคยสมรสมากี่ครั้ง ออกเดทกับใครอยู่
เป็นเพื่อนกัน ก็เปิดเผยตัวตนได้มากขึ้น รู้จักกันและกันมากขึ้น แต่อาจไม่ต้องให้เขารู้ว่า เรากำลังทะเลาะกับคู่สมรสของเราอยู่
เป็นเพื่อนสนิทที่ไว้วางใจ ก็ต่างเปิดเผยต่อกันได้มากขึ้น เพื่อนสนิทมากอาจพอรู้ว่า
เราทะเลาะกับคู่สมรสหรือแฟนอยู่ แต่ที่สำคัญคือ จะรักษาเพื่อนไว้ ถ้าเขาไว้ใจบอกความลับแก่เรา เราก็ต้องเก็บความลับนี้ไว้กับตัวเราด้วย
3.3 อีกคำถามก็น่าสนใจ ผู้ถามได้งานทำในบริษัทฝรั่ง ก็พยายามทำงานให้ดีที่สุด แต่ถูกฝรั่งคนอื่นๆ อีกหลายคนในที่ทำงานบอยคอต เคยมีคนมาถามว่า ได้งานนี้มาได้อย่างไร ภาษาที่นี่ก็ยังพูดไม่เก่ง คนที่ถามไปร้องเรียนกับฝ่ายบุคคลแล้ว การร้องเรียนที่เธอทำไปถูกหรือผิด วิทยากรตอบว่าถูก (คงเพราะเป็นการยืนยันสิทธิของตนที่จะไม่ถูกเลือกปฏิบัติ)ในประเด็นนี้ กงสุลเล่าว่า ไม่ต้องไปต่างประเทศก็เผชิญปัญหานี้ได้ เพราะเมื่อเด็ก ๆ ต้องย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด จำได้ว่ามีวันหนึ่งครูพูดภาษาท้องถิ่นแต่ฟังไม่เข้าใจ ผลคือครูกับเพื่อนหัวเราะเรากันทั้งห้อง ก็เสียใจ สะเทือนใจ แต่ก็ผ่านมันไปได้ (ก็ตรงกับที่วิทยากรบอกว่าความทุกข์ไม่ได้อยู่กับใครตลอดไป)
3.4 กงสุลได้กล่าวขอบคุณคณะวิทยากรและคณะผู้จัดงานในตอนท้าย และเสริมว่าอาจจะมีคนถามว่า หัวข้อการบรรยายคือคิดและใช้ชีวิตให้มีความสุข ผู้มาบรรยายเป็นใครหรือ มีความสุขมากนักหรือจึงกล้ามาบรรยาย แต่หากเราคิดว่า นักเทนนิสที่เก่งที่สุดก็ยังต้องมีโค้ชผู้ฝึกสอน นักฟุตบอลก็มีโค้ช และโค้ชก็คงตีเทนนิสหรือเตะฟุตบอลไม่เก่งเท่าตัวนักกีฬา แต่ก็ยังต้องการโค้ชอยู่ ดังนั้น วิทยากรก็เสมือนโค้ชฝึกสอนกีฬา ถ้าเราเป็นผู้เล่นยอมรับ และนำไปทดลองปฏิบัติ คำแนะนำที่วิทยากรให้ไว้ก็ย่อมมีประโยชน์ขึ้นมาได้
เมื่อประมาณสามปีที่แล้ว สถานทูตเคยเชิญจิตแพทย์และนักจิตวิทยามาบรรยายให้คนไทยในเบลเยียมและลักเซมเบิร์กฟังเช่นกัน ใจความสำคัญของคำแนะนำคือ จงเลือกที่จะมีความสุข เพราะเป็นสิ่งที่เราสามารถเลือกได้
|