“Taming the Black Swan: Multilateral diplomacy for sustainable growth in the era of disruption” by H.E. Don Pramudwinai, Deputy Prime Minister and Minister of Foreign Affairs of the Kingdom of Thailand

ศักยภาพของเบลเยียมในฐานะศูนย์กลางการผลิตวัคซีนของยุโรป

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศเบลเยียมในการเป็นผู้นำด้านการวิจัยและอุตสาหกรรมเภสัชภัณฑ์ของโลก เบลเยียมเป็นแหล่งผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของ 3 บริษัทชื่อดัง ได้แก่ บริษัท Pfizer/BioNTech บริษัท AstraZeneca และบริษัท Curevac รวมถึงเป็นแหล่งผลิตสารเสริมฤทธิ์ยา (adjuvant) ที่จำเป็นในการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ให้กับบริษัท Sanofi และ Medicago อีกด้วย ซึ่งเบลเยียมยังเป็นฐานกระจายวัคซีนสำคัญของบริษัทยาชั้นนำไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

เบลเยียมเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมชีวเภสัชภัณฑ์ (biopharmaceuticals) ระดับโลก มีสัดส่วนการส่งออกยาชีวเภสัชภัณฑ์ของสหภาพยุโรปร้อยละ 13 รวมถึงมีการลงทุนด้านการวิจัยร้อยละ 10 ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเบลเยียมได้มีการเพิ่มการลงทุนในด้าน R&D เป็นประมาณร้อยละ 2.5 ของ GDP โดยมีภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนที่สำคัญของอุตสาหกรรมฯ มีการลงทุนประมาณ 1.5 พันล้านยูโรสำหรับ R&D ต่อปี ซึ่งนับเป็น 40% ของการลงทุนของภาคเอกชนทั้งหมดในด้าน R&D ตลอดจนเป็นภาคส่วนสำคัญในแง่ของการจ้างงานประมาณ 30,000 คน และมีแนวโน้มที่จะมีการลงทุนเพิ่มขึ้นต่อไป

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เบลเยียมสามารถพัฒนาระบบนิเวศที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมชีวเภสัชภัณฑ์ คือ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาควิชาการที่ครบวงจร โดยรัฐบาลให้การสนับสนุนด้านงบประมาณ รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านภาษีที่หลากหลาย และความช่วยเหลือในการจ้างนักวิจัยที่มีคุณภาพ ส่วนบริษัทเอกชนของเบลเยียมก็มีบทบาทสำคัญในการลงทุน R&D ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ (biotech) เช่น บริษัท Galapogas, Biocartis และ Seqauana Medical ซึ่งมีสัดส่วน 2/3 ของส่วนทุน equity ในภาคเทคโนโลยีชีวภาพของยุโรป

ขณะที่สถาบันการศึกษาของเบลเยียมหลายแห่งมีความเชี่ยวชาญในภาควิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี รวมถึงการวิจัย และสามารถนำองค์ความรู้นำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ จึงเป็นจุดกำเนิดของผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ ที่สามารถดึงดูดนักลงทุนจากภาคเอกชน เช่น การจัดตั้งบริษัท Biotech Henogen S.A. ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย Free University in Brussels กับบริษัท GSK ของสหราชอาณาจักร ร่วมกันจัดตั้งโรงงานผลิตยาในเมือง Seneffe และ Gosselies ของเบลเยียม

นอกจากนี้ เบลเยียมยังได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ โดยอยู่ในใจกลางของยุโรป พร้อมมีจุดแข็งในด้าน logistics และการคมนาคม จึงได้กลายเป็น “vaccine valley” ของยุโรป โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์โควิดที่หลายประเทศประสบปัญหาด้าน supply chain ตำแหน่งที่ตั้งของประเทศจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการขนส่งสินค้าอย่างมาก โดยเมืองเบลเยียมที่เป็นศูนย์กลางของการผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ได้แก่

1) เมือง Wavre (เขต Walloon) เป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตวัคซีนบริษัท GSK ที่กำลังผลิตสารเสริมฤทธิ์ยาให้กับบริษัท Sanofi ของฝรั่งเศสและบริษัท Medicago ของแคนาดา และจะเป็นฐานผลิตวัคซีน ให้กับบริษัท Curevac ของเยอรมนี ซึ่งปัจจุบันอยู่ในช่วงการทดลองทางคลินิกและคาดว่าอียูจะอนุมัติการใช้วัคซีนดังกล่าวภายในเดือน พ.ค. 2564

2) เมือง Puurs (เขต Flanders) เป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตวัคซีนของบริษัท Pfizer/BioNTech

3) เมือง Seneffe (เขต Walloon) เป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตวัคซีน subcontacts ของบริษัท AstraZeneca

ความสำเร็จของเบลเยียมในการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวเภสัชภัณฑ์สามารถเป็นแบบอย่างให้กับไทยในการพัฒนาประเทศภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 ในด้านการแพทย์ สาธารณสุข และเทคโนโลยีทางการแพทย์ ซึ่งเป็นสาขาที่น่าสนใจ โดยเฉพาะนโยบายการพัฒนาระบบนิเวศน์ที่เอื้ออำนวยต่อการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมชีวเภสัชภัณฑ์ของเบลเยียม

ที่มา: https://www.euractiv.com/section/health-consumers/news/pandemic-showcases-belgium-as-europes-vaccine-valley/


Photo by Noah Frohn from Pexels

ไทย